[Cubic School] การบ้าน 1B - แนะนำตัว
posted on 28 Jun 2008 00:13 by asahina in CubicSchool
ข้อมูลตัวละคร
(A) รายละเอียดของตัวละครที่ต้องการ
ที่ไฮไลท์ไว้คือที่เพิ่มเข้าไปค่ะ
1. ชื่อตัวละคร
ชื่อตามบัตรประชาชน : นายปุณยนันต์ ศศบดี (ปุนยะนัน สะสะบอดี)
แต่ในรายชื่ออาจารย์ของโรงเรียน เขียนเอาไว้อย่างเด่นเป็นสง่าว่า
"นางสาวปุณยนันต์ ศศบดี"
ชื่อเล่น - ปราบ สมัยเรียนม.ปลาย เพื่อนเรียกว่า "ไอ้ศศ (สด)"
เพิ่ม - เพศชาย (จริงๆ)
2. อายุ (นับในวันที่ 1 พฤษภาคม)
22ปี
3. วันเกิด
13 กันยายน
4. ความสูง
179
5. รูปพรรณสัณฐาน (ได้ทั้งการบรรยาย ภาพวาด และัอาจจะเป็นภาพถ่ายอ้างอิง)
บ้านพ่อมีเชื้อสายจีน ทางแม่เป็นคนไทย หน้าตาจึงออกมาละม้ายคนจีน แต่ตาไม่ตี่ สูงโปร่ง
ผิวนอกจากจะขาวเพราะได้เชื้อจีนแล้ว ยังขาวเพราะไม่ค่อยได้ออกแดด เพราะเอาแต่อ่านหนังสือ+ท่องตำราอยู่ในบ้าน
แต่น่าแปลกที่สายตาปรกติดี
สีตา สีผมเป็นสีดำ ผมตัดสั้นด้านหน้าระอยู่แถวๆคิ้ว ผมด้านข้างกระดกออกมานิดๆ
หน้าตาคล้ายกับพี่สาวฝาแฝดมากจนสามารถเนียนเอารูปตัวเองไปให้พี่ใช้แปะเอกสารได้

*note* เพิ่งออกมาจากห้องสมุด(ใส่เสื้อกันหนาวอยู่) ส่วนข้างๆเป็นตาเวลาของขึ้น
การแต่งตัว เสื้อเชิ้ตสีขาว(ได้ทั้งแขนสั้นแขนยาว) กางเกงขายาวสีเข้มๆ รองเท้าบู๊ตหนาๆแบบรองเท้าเซฟตี้ที่วิศวกรใส่กัน
(นึกไม่ออกลองดูแบบรองเท้ายี่ห้อtimberland) พกเสื้อหนาวแบบมีฮู้ดที่เป็นผ้านิ่มๆติดกระเป๋าเผื่อเวลาเข้าห้องสมุด
/ห้องแอร์ (แอบเป็นคนขี้หนาว)
6. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร (รวมสิ่งที่ชอบและไม่ชอบตรงนี้เลย)
ไม่เคยคิดว่าจะมาทำอาชีพครู ทีแรกตั้งใจจะยื่นใบสมัครเป็นล่ามให้กับบริษัทไหนซักแห่ง
แต่พี่สาวฝาแฝดที่อยากเป็นครู ประสบอุบัติเหตุเอ็นข้อเข่าฉีกเสียก่อน
เลยขอร้องให้ไปสัมภาษณ์งานแทนโดยไม่สนใจว่าที่คล้ายน่ะ มันก็แค่หน้า แต่ส่วนสูงกับรูปร่าง
ยังไงๆก็รู้ว่าคนละคนแหงๆ ไหนจะเสียงอีก
แต่ยังไงก็ไม่รู้ คนสัมภาษณ์เกิดไม่ติดใจ (เพราะเข้าใจว่าเป็นกระเทย)
พอทดสอบความรู้กับสัมภาษณ์ความคิดเห็นแล้วก็รับเข้าทำงานซะอย่างงั้น
พอสารภาพว่าเป็นคนละคนกันก็ได้รับคำตอบว่าไม่เป็นไร
สอนไปจนกว่าพี่สาวจะหายก็ได้(พอได้ยินแบบนี้พี่สาวเลยขอร้องแกมบังคับให้รับงานซะ)
รวมทั้งได้รับการบอกว่าจะแก้ไขข้อมูลในใบประวัติให้
แต่ทำอีท่าไหนไม่รู้ คำนำหน้าชื่อดันกลายเป็น"นางสาว"คาอยู่อย่างงั้น
บอกให้หน่วยทะเบียนแก้ให้ไม่รู้กี่ครั้ง
แต่ก็ไม่สำเร็จซะทุกที ปัจจุบันก็ยังคงไม่ละความพยายาม
ลักษณะนิสัยเป็นคนไม่ค่อยแคร์สายตาชาวบ้าน ปกปิดอารมณ์ไม่ค่อยเก่งทำให้ชักสีหน้าให้เห็นชัดๆในยามที่ไม่พอใจ
แต่เป็นคนที่รับฟังเหตุผล โกรธง่ายหายเร็ว ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น และไม่ชอบการนินทาลับหลัง ไม่ชอบด่าใคร
เกลียดการประชดประชัน เป็นคนพูดจาดี ไม่ดื่มเหล้า(แต่ดื่มได้บ้าง) ไม่สูบบุหรี่
บางครั้งทำอะไรห่ามๆแต่ก็มาจากความประสงค์ดีนั่นแหละ มีเลือดรักความยุติธรรมค่อนข้างแรง
ไม่ชอบ : คนที่ไม่มีความพยายาม/ นักเลงอันธพาล/ หน่วยทะเบียน/ ควันบุหรี่/
โดนบอกว่า "น่ารักเหมือนพี่เลยนะ" /เรื่องเกี่ยวกับภูติผีวิญญาณ
ชอบ : หมาแมว/ อ่านหนังสือ แต่เลือกเรื่องไม่ค่อยจะเป็น ก็เลยอาศัยอ่านหนังสือที่พี่สาวซื้อมา
ไม่เว้นแม้แต่นิยายรักหวานแหววที่อ่านไปก็บ่นไป แต่ก็อ่านจนจบ
ในกระเป๋าต้องมีหนังสือติดเอาไว้อ่านเล่นอย่างน้อยหนึ่งเล่ม
ซึ่งเจ้าตัวไม่แคร์สายตาประชาชนด้วยถ้าหากที่ดึงออกมาอ่านบนรถเมล์จะเป็นนิยายวัยใสสีลูกกวาดหวานจ๋อย
*เพิ่มเติม* ต่อให้ไม่ค่อยแคร์สายตาชาวบ้าน แต่เพราะเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง
จึงกังวลกับเรื่องการสอนมากทีเดียว ว่าจะทำออกมาได้ดีมากน้อยแค่ไหน
อยู่ต่อหน้านักเรียนจะพยายามไม่โวยวาย เปลี่ยนไปบ่นพึมพำในใจแทน
แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้หรอกว่าต่อให้ไม่พูด บรรยากาศรอบๆมันก็มาคุขึ้นมาแล้ว
7. ความสามารถพิเศษ (ที่ไม่เหนือกฎธรรมชาิติ อันนี้ขอคนธรรมดาครับ)
สายตาที่(แทบจะ)ฆ่าคนได้ แค่มองก็ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าถามต่อ
เป็นสายตาที่พบได้เวลาที่ถูกถามว่าทำไมครูถึงชื่อขึ้นต้นด้วย"นางสาว"ล่ะ
เรื่องคำนำหน้าชื่อนี้จึงยังเป็นปริศนาต่อไปในหมู่นักเรียน เพราะไม่มีใครกล้าถามต่อ
และเป็นที่มาของสารพัดข่าวลือ (เจ้าตัวเองก็ไม่คิดจะตามแก้ด้วยเพราะขี้เกียจอธิบาย)
8. ประวัติชีวิตของตัวละครโดยสังเขป (เช่นเรียนที่ไหนมา เรียนด้านอะไร ที่บ้านเป็นยังไง)
ครอบครัว: พ่อ แม่ พี่สาวฝาแฝด (ปุณยภัทร(ปุนยะพัด) ชื่อเล่น-ปิ่น) และน้องหมาอีก2ตัว (ชื่อข้าวปั้น กับหมั่นโถ)
ฐานะทางบ้าน: ปานกลาง
ความสัมพันธ์กับคนในบ้าน: ตอนเด็กๆเพราะพ่อไปทำงานต่างจังหวัดจะกลับมาบ้านแค่เสาร์-อาทิตย์
เลยโตมากับแม่และพี่สาว แพ้ทางแม่กับพี่ ต่อให้ไม่ค่อยเต็มใจแต่พอโดนสาวทั้งสองขอร้องทีไรก็ปฏิเสธไม่ออกทุกที
พี่สาวฝาแฝดเป็นคนเรียบร้อย ใจเย็น ฝันอยากเป็นครูตั้งแต่เด็กๆ มีสไตล์การสอนที่นุ่มนวลผิดกับน้องชายไปกันคนละขั้ว
*หมายเหตุ* ตัวละครอื่นนอกจากปราบ ไม่ถือเป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่สามารถนำไปใช้เป็นตัวประกอบได้ตามชอบใจ
การศึกษา: จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาญี่ปุ่น จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งพร้อมกับพี่สาวฝาแฝด
แต่พี่สาวเรียนด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นมา ขณะที่ตัวเองไม่ได้สนใจด้านนั้นเท่าไหร่
การเดินทางมาสอน: รถเมล์ (ขับรถไม่เป็น)
สมัยอยู่ม.4 เคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นพร้อมๆกับพี่สาว
ไปอยู่จังหวัดที่ค่อนข้างสงบเงียบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒธรรม
บ้านโฮสต์ของปราบเป็นร้านอาหาร(ด้านบนใช้อาศัย) ทำให้มีโอกาสพบ
คนญี่ปุ่นจากหลายท้องที่(เป็นนักท่องเที่ยวที่แวะมากินที่ร้าน)
9. วิชาที่จะสอน
ภาษาญี่ปุ่น
10. แนวทางในการทำงานของคุณ (เช่นวิธีในการสอนของคุณ)
พร้อมจะแหกทฤษฏีการสอนถ้าเห็นว่าจำเป็น พยายามปรับวิธีสอนให้ตรงกับความสนใจของนักเรียนและ
พิจารณาจากความพยายามและความตั้งใจประกอบกับผลการเรียน ผ่อนปรนให้ได้ถ้ามีเหตุผลที่สมควร
แต่หลายๆครั้งก็ใช้วิธีห่ามๆในการสอน
มองว่าครูไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่าง ครูเองก็ยังต้องเรียน และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ถ้าไม่รู้ก็จะบอกไปตรงๆว่าไม่รู้ ถ้ามีใครรู้ก็ขอให้พูดมา จะได้เป็นการแบ่งปันความรู้กัน
ความรู้ในห้องเรียนไม่จำเป็นต้องมาจากครูเท่านั้น แต่ครูเองก็ต้องพยายามหาความรู้มาสอนนักเรียน
จะงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆไม่ได้
แทนตัวเองว่าผม เรียกนักเรียนว่าคุณ
11. อื่นๆที่อยากเล่าแต่ไม่มีในหัวข้อ
-ต่อให้ชื่อในทะเบียนประวัติครูจะเป็นนางสาว
แต่ดูเหมือนว่าเรื่องประกันสังคมกับภาษีจะได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง
- นามสกุล ศศบดี แปลว่าผู้ครองกระต่าย หมายถึงพระจันทร์
**************************
B) การสอนครั้งแรกของคุณในโรงเรียนนี้
"............"
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มยืนเผชิญหน้าตึกเรียนที่สูงตะหง่านตรงหน้าราวกับ
นักสู้ผู้กล้าในยุคโรมันโบราณกำลังจะก้าวเข้าสู่โคลอสเซียม
เวทีต่อสู้ที่จะเป็นที่ตัดสินชะตาชีวิตของตน....
"..........."
ลมหายใจถูกสูดเข้าปอดลึกๆ ขณะที่มือก็กำแบบเรียน Minna no nihongo มั่น....
เอาวะ....อย่างมากก็โดนไล่ออกก็เท่านั้นแหละ...
และนั่นคือการตัดสินใจของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงสีเข้ม
ก่อนรองเท้าเซฟตี้คู่หนานั้นจะพาร่างโปร่งมุ่งหน้าสู่บันไดทางขึ้นตึกมุ่งหน้าไปสู่ห้องม.4/1...
***
"What!! เธอว่าอะไรนะ? ครูสอนวิชาภาษาญี่ปุ่นคนใหม่เป็นผู้หญิงงั้นเหรอ?
เดี๊ยนอุตส่าห์หวังว่าจะเป็นชายหนุ่ม แย่จริง!"
อยู่ๆเสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้โคลเวอร์ สาวน้อยร่างเล็กที่กำลังคุยอยู่กับหยินอยู่ที่หลังห้อง
เกี่ยวกับวิชาที่กำลังจะเริ่มสะดุ้ง แล้วหันไปมองต้นเสียง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากสาวเปรี้ยวเฉี่ยวประจำห้อง
แพตตี้นั่นเอง
"Damn! อุตส่าห์นึกว่าจะได้เรียนกับครูหนุ่มหล่อ โอ๊ย! ความรู้สึกอยากเรียนลดฮวบ!"
แพตตี้พูดอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่สนด้วยซ้ำว่าโคลเวอร์พยายามจะพูดอะไรต่อ
เด็กสาวเดินกลับไปที่โต๊ะแล้วฟุบหน้าลงเหมือนหมดแรง พลางถอนหายใจดังเฮือก
หยินได้แต่มองแบบปลงๆ ก่อนจะมองไปรอบๆห้อง ถึงแพตตี้จะหมดอารมณ์เรียน
แต่คนอื่นๆก็ยังดูตื่นเต้นที่จะได้เรียนวิชานี้ โดยเฉพาะพวกที่เป็นคอการ์ตูนอย่างเธอกับโคลเวอร์
นอกจากนี้ แม้แต่ลูกครึ่งและคนที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นอย่างไอริน และไอริสา รวมทั้งวายุและวาโยเองก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้
สาวน้อยผมซาละเปาเดี่ยวพูดด้วยรอยยิ้มบอกเพื่อนๆว่า เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ฝึกการอ่านเขียน
ซึ่งเป็นจุดที่เธอยังต้องการการฝึกอยู่ โดยเฉพาะการอ่านเขียนอักษรที่มาจากภาษาจีน
หรือที่เรียกว่า 'ตัวคันจิ' ซึ่งเป็นเหมือนตัวปราบเซียนสำหรับคนที่ศึกษาวิชาภาษาญี่ปุ่น
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเอง
"ถ้าเป็นครูที่ชอบการ์ตูนเหมือนกันก็ดีสิเนอะ" โคลเวอร์พูดยิ้มๆ
....ตอนนั้นเองที่ร่างสูงโปร่งของใครบางคนเดินเข้าห้องมาพอดี....
"เอ๋? คนนั้นก็ครูใหม่เหรอ?" โคลเวอร์หันไปมองงงๆ "ผู้ชายนี่นา"
...แพตตี้เงยหน้าขึ้นมองอย่างสนใจ...
"ครูครับ ครูมาผิดห้องรึเปล่าคะ?" บูมที่นั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับแมนเอ่ยถามชายหนุ่มแปลกหน้า
คนอื่นๆที่คุยกันอยู่ก็พลอยหันไปมองด้วย
"ที่นี่ห้องเรียนม.4/1ใช่ไหมครับ?"
"ใช่ค่ะ"
"งั้นก็ถูกแล้วล่ะครับ"
"หา? ครูภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่ครูผู้หญิงหรอกเหรอฮะ?" ภูถามแทรกขึ้นด้วยความลืมตัว
แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นคำถามที่ไม่ควรถามอย่างไรก็ไม่รู้
เมื่อจู่ๆบรรยากาศในห้องก็คลับคล้ายจะกลายเป็นบรรยากาศมาคุ
เหมือนในหนังตำรวจอวกาศสมัยก่อน...
"ทำไมถึงคิดอย่างงั้นล่ะครับ?" เสียงชายหนุ่มยังคงสงบนิ่ง
แต่มันช่างดูเหมือนความสงบนิ่งก่อนหน้าพายุยังไงก็ไม่รู้....
"ก็....มีคนเอาใบนี่มาให้..." ภูหยิบกระดาษออกมาคลี่ส่งให้พลอยที่นั่งอยู่ด้านหน้า
ให้ส่งต่อๆไปจนถึงมือคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ข้อความในนั้นอ่านได้ว่า
‘วิชาภาษาญี่ปุ่น ผู้สอน- นางสาวปุณยนันต์ ศศบดี'
หลังจากชายหนุ่มกวาดตาไปตามข้อความนั้น...เขาก็เงยหน้าขึ้น แล้วพูดเรียบๆ่ว่า
"ครับ ผมนี่แหละ ปุณยนันต์ ศศบดี"
"...................."
"..................."
"ห๊าาาาาาาาาา!!!!!"
"Yes!!"
....แพตตี้ที่ตอนนี้กลับมานั่งตัวตรงแน่ว ประสานมือเข้าหากันแล้วรำำพึงออกมาตาเป็นประกาย....
***
เวลาการสอนถูกกินหายไปอีก10นาทีหลังจากนั้น กว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่บอกว่าตัวเองคือปุณยนันต์
ครูสอนภาษาญี่ปุ่นคนนั้น จะไล่ให้ทุกคนกลับไปนั่งที่แล้วทำให้ห้องกลับมาอยู่ในความสงบได้สำเร็จ
แม้นักเรียนจะยังทำหน้างงเต๊ก และพึมพำถ้อยคำแฝงด้วยความสงสัยอย่างไร
ผู้เป็นครูก็ไม่คิดจะไขข้อข้องใจใดใดทั้งสิ้น
ชายหนุ่มเช็คชื่อนักเรียนในห้อง ก่อนจะเริ่มถามคำถามเกี่ยวกับประวัติการเรียนภาษาญี่ปุ่นของแต่ละคน
แข่งกับเสียงดังหึ่งๆของนักเรียนที่ยังไม่ยอมละทิ้งประเด็นนี้ไปง่ายๆ...จนกระทั่ง...
"Nante Orokamono bakari da........hetakuso....."
คำพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น ดังขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลัง คนที่พอฟังรู้เรื่องแบบครึ่งๆกลางๆอย่างหยินถึงกับอ้าปากค้าง
นี่เธอฟังสิ่งที่ครูเพิ่งพูดผิดไปรึเปล่า?? โคลเวอร์หันมาหาเธอเหมือนจะถาม แต่หยินก็ส่ายหัว บอกให้รู้ว่าเธอก็ไม่แน่ใจ
ก่อนจะเป็นฝ่ายมองข้ามห้องไปหาผู้เชี่ยวชาญอย่างพวกไอรินกับไอริส
แล้วก็พบว่าเด็กสาวทั้งสองกำลังขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ....งั้นก็แปลว่าเธอเข้าใจไม่ผิดน่ะสิ....
นี่พวกเราเพิ่งถูกครูที่เพิ่งพบกันวันแรกด่าว่า "ไอ้ห่วย" งั้นเหรอ??
--ปึง!!!!--
วินด์ทุบโต๊ะเสียงดังลั่นจนทุกคนตกใจ
คนในห้องที่ไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน แม้ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แต่เมื่อเห็นแววตาถมึงทึงของวินด์ ก็ถึงกับเงียบกริบตามไป จนในที่สุด
ห้องที่เคยเสียงดังก็กลับกลายเป็นภาวะใกล้เคียงกับป่าช้า
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าห้องถอนใจออกมานิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
"คุณชื่ออะไรครับ"
"รวินทร์....." คำตอบมาอย่างไม่มีหางเสียง
"ขอบคุณครับ รวินทร์ ผมเข้าใจว่าคุณคงมีคนในครอบครัวเป็นคนญี่ปุ่นสินะครับ
คุณตรงนี้เองก็เหมือนกันใช่ไหมครับ...รวมทั้งคุณๆทางโน้นด้วย...ผมขอถามชื่อได้ไหมครับ"
เขาหมายถึงไอรินที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างด้านหน้าสุด ภู ไอริส ยุและโยที่อยู่หลังห้อง
แล้วหลังจากจดบันทึกเสร็จ ชายหนุ่มก็หันไปหาธร,หยิน,และมินต์
"คุณน่าจะอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง" เขาบอกธร
"ส่วนคุณสองตรงนั้นก็เหมือนกัน บอกชื่อผมด้วยครับ..."
ธรเป็นฝ่ายบอกก่อน แล้วหยินกับมินท์จึงหันมองหน้ากัน ก่อนจะบอกชื่อตัวเองกับครูบ้าง...
ยังมีอีกสองสามคนที่ถูกชายหนุ่มจดชื่อไป แล้วบอกว่าอยู่ในระดับกลางตอนต้น
ส่วนคนที่งงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้รับการจัดให้อยู่ในชั้นต้นเหมือนกันหมด
"เอาล่ะครับ ทีนี้มาพูดถึงคำที่ผมพูดไปเมื่อกี้..."
ชายหนุ่มหันไปหยิบชอล์กมาเขียนบนกระดาน เป็นตัวอักษรสามตัวคำหนึ่ง กับตัวอักษรสี่ตัวอีกคำหนึ่ง
" ‘โอโรกะโมโนะ' กับ ‘เฮตะคุโซ' ‘คนโง่' กับ ‘ไอ้ห่วย'"
เขาเว้นช่วงเพื่อมองหน้าของนักเรียนที่ตอนนี้ช็อคไปตามๆกัน ก่อนจะพูดต่อ
"ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยครับ ที่ผมต้องใช้คำนี้เรียกความสนใจจากพวกคุณ"
เขาหันไปทางวินด์และก้มหัวให้น้อยๆ
".....สองคำนี้เป็นสองคำที่ผมไม่ชอบที่สุด
แต่ก็ดันเป็นคำที่เรียกความสนใจและวัดระดับความรู้อย่างคร่าวๆได้"
ชายหนุ่มหันไปชี้ที่คำแรก ‘โอโรกะโมโนะ' [愚か者 : おろかもの]
"คำที่ออกในข้อสอบวัดระดับขั้น1 และไม่พบมากในชีวิตประจำวันต่อให้คุณจะเป็นคนญี่ปุ่นก็เถอะ....
รู้ไหมครับว่ากว่าคนเราจะจำศัพท์คำหนึ่งได้ โดยเฉลี่ยแล้วต้องเห็นมันประมาณ20 ครั้งจึงจะจำได้
คนที่ฟังผมพูดแล้วสามารถโกรธขึ้นมา ก็แปลว่านอกจากการฟังของคุณจะอยู่ในระดับดีแล้ว
ยังรู้จักศัพท์ยากๆแบบนี้ด้วย ดีแล้วครับ"
ชายหนุ่มกวาดตามองนักเรียนที่เขาจัดให้อยู่ในระดับสูงเกือบๆเจ้าของภาษาที่กำลังทำหน้าบอกไม่ถูก
"ส่วนคนที่ฟังคำแรกไม่ออก แต่ทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำว่า ‘เฮตะคุโซ'..." [下手くそ : へたくそ]
เขาหมายถึงธร หยิน มินท์และนักเรียนคนอื่นอีกสองสามคน
"...ปรกติถ้าหาคำนี้ในแบบเรียน จะพบแต่คำว่า ‘เฮตะ' ที่แปลว่าไม่เก่ง ไม่เอาไหนซึ่งเป็นไวยากรณ์ระดับ4
แต่คุณสามารถเข้าใจคำนี้ได้ ซึ่งก็อาจจะอนุมานได้ว่าอยู่ขั้นกลาง แต่แน่นอนว่าเป็นแค่ข้อสันนิษฐานของผมเท่านั้น...
ถ้าจะให้แน่ใจจริงๆ คงต้องให้ทำแบบทดสอบกันอีกรอบ คุณอยู่ในระดับที่สูงกว่านั้นอีกก็เป็นได้...."
เขาเ้ว้นช่วง ก่อนหันไปวางชอล์กสีขาว แล้วหยิบชอล์กสีแดงขึ้นมาแทน
"แต่ว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหนก็ตาม...สองคำนี้เป็นสองคำที่ผมไม่ต้องการจะพูดอีกเป็นครั้งที่สอง
แล้วก็ไม่ต้องการได้ยินจากปากพวกคุณด้วย ไม่ว่าจะในห้องเรียนนี้หรือที่ไหนก็ตาม..."
ว่าแล้วเขาก็กดชอล์กสีแดงลงกับกระดานดำแล้วออกแรงขีดเป็นกากบาทคาดทับคำทั้งสองอย่างแรง
จนชอล์กแทบป่นคามือ
".....คุณก็เห็นแล้วว่ามันชวนหงุดหงิดแค่ไหนเวลาถูกคนอื่นตราหน้าแบบนั้น
ไม่งั้นอยู่ๆดีๆเพื่อนของพวกคุณจะลุกขึ้นมาทุบโต๊ะปึงแบบนั้นหรือครับ...คนเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมต่างกัน
ต่อให้มีเรื่องที่ทำได้ดีน้อยหน่อย ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องอื่นที่ถนัดกว่า เพราะอย่างนั้นห้ามเอาสองคำนี้ไปเรียกใครหรือ
ปล่อยให้ใครเรียกเด็ดขาด ถ้าหากใครมาเรียกคุณแบบนี้ให้ได้ยินล่ะก็....."
ผู้เป็นครูหันมามองหน้าเหล่าบรรดานักเรียน
"....ผมไม่แนะนำเท่าไหร่หรอกนะ....แต่ถ้าอยาก....ก็ตบกะโหลกมันไปเลยครับ..."
ห้องเงียบไปอีกครั้ง...แต่คราวนี้ สิ่งที่ตามมา ไม่ใช่อาการคิ้วขมวดเหมือนอย่างครั้งแรกแล้ว....
วินด์ทำเสียง "เฮอะ" ออกมา ก่อนจะเอนหลังลงไปนั่งกับเก้าอี้แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
ส่วนภูก็กำลังยิ้มแยกเขี้ยวออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากเริ่มคาบ
จู่ๆ บรรยากาศที่ขมึงทึงอยู่เมื่อครู่ ก็กลายตัวออกอย่างรวดเร็วพอๆกับที่มันเกิดขึ้น...
....สุดท้าย ตอนจบคาบวันนั้น พวกเขาก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าตกลงเรื่องของครูมันเป็นไงมาไงกันแน่....
แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่า ดูท่าวิชาภาษาญี่ปุ่นปีนี้อาจจะมีอะไรสนุกๆรอพวกเขาอยู่ก็ได้นะ......?
つづく
หมายเหตุ (เพิ่มเมื่อ 2008/10/22)
ปราบเรียกนักเรียนแล้วลงท้ายว่า"ซัง"เป็นการให้คุ้นกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นค่ะ (เป็นการสอนโดยอ้อมๆไปในตัว)
แต่ถ้ากับเพื่อนครูหรือบุคลากร คงไม่เรียกไทยคำญี่ปุ่นคำค่ะ
ศศ เฉยๆก็แปลว่ากระต่ายค่ะ
แต่กรณีนี้ คงต้องรอให้ผอ.โคค่อนมาตัดสิน
ติดใจนามสกุลของครูปราบมากครับ มาจากคำว่า ศศิน + บดี สินะครับ ศศินแปลว่ากระต่ายที่อยู่บนพระจันทร์ ที่รู้ได้เพราะว่าคนใกล้ตัวแถวนี้นะครับ (ใกล้มากกก)
ครูมิว : คิดยังไงกับการที่เป็นครูที่อายุน้อยที่สุดตอนนี้ครับ?
#2 By Gothix on 2008-06-28 00:43