[CS Side Story] 06 - Amendment (4/4)

posted on 27 Aug 2008 16:19 by asahina  in CubicSchool
มือสั่นระริก...อีกนิดเดียว...อีกนิดเดียวก็จะสลัดดินพอกหางแมว
ได้หมดแล้ววววว

เพราะงั้น...แว่บมาอู้สักนิดให้จิตแจ่มใส (แล้วมันจะเสร็จเรอะ? งานน่ะ??)


*******

Amendment (4/4)


((ตอนแรก))
((ตอนที่สอง))

((ตอนที่สาม))
--คุณกำลังอ่านตอนที่สี่(ตอนจบ)--

*******


บางครั้ง…การเปลี่ยนแปลง ก็ฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัว...
หากแต่มันก็จำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ทีี่จะเปลี่ยนแปลงบ้าง...
เพราะไม่เช่นนั้นเราคงไม่เรียนรู้อะไร...และอาจไม่เติบโตขึ้นได้เลย...


ในหลายๆครั้ง สถานการณ์รอบข้างก็เป็นตัวบังคับให้เราต้องเผชิญกับสภาพที่แตกต่างไป
...บางครั้งก็ดี...แต่บางทีก็เลวร้ายจนอยากหนีไปให้พ้นๆ...



แต่รู้อะไรไหม...ต่อให้อยู่ในสภาพเช่นนั้น...เราก็ยังมีตัวเลือกอยู่ในมือนะ...

...ตัวเลือก...ว่าอยากให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน....






แก้ม~!! ผมขอโทษ~~!! ยกโทษให้ผมเถอะ~~!!”

 
โฮ่งๆๆ โฮ่ง!”


เสียงที่ดังโหยหวนแข่งกับเสียงเห่าของข้าวปั้นกับหมั่นโถวลอยเข้ามาให้ได้ยินถึงในห้องนั่งเล่น
ของบ้านศศบดี
ตอนนั้นเองที่ชินเดินเข้ามาจากประตูในครัว ทำให้เดาได้ว่าชายหนุ่มคงเข้าบ้านมาทาง
ประตูเล็กที่ทะลุกับซอยข้างหลังบ้านมาเป็นแน่


เอาล่ะ ใครก็ได้ บอกผมทีว่า นั่น มันอะไร??

อ้าว ชินจำตั้มไม่ไ้ด้เหรอ แฟนแก้มไง

ขอบคุณครับสอง แต่ผมอยากรู้มากกว่า ว่าทำไมตั้มถึงได้มาส่งเสียงโหวกเหวก
จนหมาแมวในซอยเห่ากันให้ขรมแบบนี้?



คนในห้องนั่งเล่น อันได้แต่ปิ่นผู้เป็นเจ้าของบ้าน สอง, ม่อน สองสาวที่นั่งอยู่ใกล้ปิ่น
และเป๊ก ชายหนุ่มท่าทางเรียบร้อย หันมามองหน้ากัน แล้วก็กลั้นยิ้ม ปล่อยให้แก้มที่
ทำหน้าบูดบึ้งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องเป็นผู้ตอบ


ก็แก้มไม่อยากเห็นหน้าเค้านี่...

แล้ว?? ชินทำหน้าที่คงเขียนอีโมติค่อนออกมาได้ว่า “(= =)”
เหมือนกับยังเดาไม่ออกว่าแก้มหมายความว่ายังไง

ก็หมายความว่าถ้าเป็นบ้านคนอื่น ตั้มก็ยังเข้ามาให้เห็นหน้าได้อยู่น่ะสิ
ม่อนอธิบาย

ช่าย แต่ถ้าเป็นปราบล่ะก็ ตั้มไม่กล้าหรอก
เป๊กเสริม

หา?

ก็ตอนเจอปิ่นกับปราบครั้งแรก ตั้มเค้าเคยหลุดปากบอกว่าปราบหน้าหวาน
เหมือนพี่ไงคะ

สองเฉลย

อ้อ....
ชินจงใจลากเสียง พลางหันไปมองปราบที่นั่งหันหลังให้ทุกคน


ชายหนุ่มที่กำลังถูกใช้เป็นไม้กันหมากำลังนั่งตรวจการบ้านนักเรียน
อยู่บนโต๊ะกินข้าวใกล้ๆ แม้จะทำเป็นไม่สนใจ แต่ที่จริงลิมิตความอดทนของ
เจ้าตัวคงจะใกล้ทะลุจุดเดือดเข้าไปทุกทีแล้ว...


...และแน่นอน...ทุกคนในห้องนั่งเล่น(อาจจะยกเว้นแก้มที่มัวแต่โกรธแฟนจน
ไม่ทันสังเกต) รู้เรื่องนั้นดี เพราะอย่างนั้นถึงได้กลั้นยิ้ม รอดูเรื่องสนุกกันอยู่นี่ไง...



แย่เนอะ ไม่น่าหลุดปากเลย
ม่อนแหย่ ช่วยสุมฟืนเข้าไปอีกนิด...


มือที่กำดินสอสีแดงอยู่ของปราบสั่นกึกๆพร้อมๆกับบรรยากาศทะมึน
ที่เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือโต๊ะกินข้าว...


ตั้มเค้าก็แค่พูดตามที่คิดแหละน่า
เป๊กเทน้ำมันลงไปอีกหน่อย...


ครืน......


ฟ้าเริ่มแลบแปลบปลาบ....



และอะไรบางอย่างในหัวปราบก็มาถึงขีดสุด เมื่อเสียงทำลายสมาธิจากหน้าบ้าน
ดังขึ้นมาให้ได้ยิน

แก้มคร้าบบบบบบบ~~!!”


ผึง
!!


ปราบผุดลุกพรวดขึ้น แล้วเดินอาดๆออกไปนอกบ้าน...


กร๊าก!! ตั้ม!! ปราบออกไปแล้วนะเว้ย! โหมดมาคุสุดๆเลยด้วย ระวังโดนกินตับน้า~~!!”

ม่อนโผล่หน้าออกไปตะโกนเตือนภัยให้คนหน้ารั้วบ้าน แทบจะพร้อมๆกับที่แก้มที่รีบ
ออกวิ่งตามหลังปราบไปติดๆ

ปราบ! นี่!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ปราบจะทำอะไรตั้มอ๊ะ!!”


เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากหน้าบ้านให้ได้ยิน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนที่เหลือในห้องนั่งเล่น
รู้สึกเป็นห่วงเลยสักนิด แต่ละคนปล่อยก๊าก หัวเราะกันจนท้องแข็ง ปิ่นถึงกับล้มตัวลงเอาหน้าซุกหมอน
ตัวสั่นด้วยความขำอย่างช่วยไม่ได้...


ปิ่น นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ? ได้ยินเสียงตั้มถึงปากซอยโน้นเลยลูก

แม่ที่เดินเข้ามาทางครัวเอ่ยถามลูกสาวและก๊วนเพื่อน ที่ขำกันหน้าดำหน้าแดง

ไม่มีอะไรค่ะแม่ ปราบแค่ช่วยให้แก้มกับตั้มเค้าคืนดีกันน่ะค่ะ

ร้องเสียงหลงอย่างกับเจอผีอย่างงั้นน่ะนะ?

คุณนายปูนยศพูดด้วยความสงสัย ก่อนจะส่ายหัว

เอาเถอะ นี่ ใครว่างมาช่วยแม่เตรียมกับข้าวหน่อยเร้ว เอ้า ชิน ไปช่วยก้อนเอาของลง
จากแท้กซี่หน่อยสิลูก พ่อเค้าดันเอารถไประยอง แม่เลยนั่งแท้กซี่ไปกับเจ้าก้อนมา


คุณนายปูนยศหมายถึงเพื่อนในกลุ่มอีกคน ที่อาสาไปช่วยแม่ถือของเพื่อนำมาทำกับข้่าวเย็น

อ้าว แม่ กลับมาแล้วเหรอครับ?

ปราบเดินกลับเข้ามาจากหน้าบ้าน ใบหน้ามนไม่มีเค้าความโกรธเหลืออยู่แล้ว

แล้วแก้มกับตั้มล่ะปราบ? สองถาม

กลับไปด้วยกันแล้ว ปราบตอบก่อนจะบ่นอุบอิบ ให้ตายเหอะ จะทะเลาะกัน
ก็อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวด้วยได้ไหมนะ...


แต่ถึงจะบ่นอย่างนั้น...สองก็ไม่เห็นว่าดวงตาสีนิลคู่นั้นจะกำลังโกรธอยู่ตรงไหน...




นี่...ปราบ...พวกเราเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม...?

ฉันไม่ใช่คนขี้เกรงใจ เอะอะก็ได้แต่หัวอ่อนทำตามที่คนอื่นบอกแล้วนะ?
ตอนนี้ฉันเรียนรู้ที่จะฟังเสียงหัวใจตัวเอง และกล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
มากกว่าเมื่อก่อนแล้วล่ะ รู้ไหม?

และนั่น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะปราบนะ...




เอ้า กินข้าว!!!”

เสียงม่อนประกาศก้อง เมื่ออาหารตั้งโต๊ะพร้อม โต๊ะกินข้าวที่เคยมีเก้าอี้แค่สี่ตัว
มาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเก้าอี้เสริมที่ลากมาจากส่วนนั้นส่วนนี้ของบ้าน...

อ๊า!! ทอดมันม่อน!!!”

อะไร ม่อนกินไปหลายชิ้นแล้วเหอะ อันนี้สองจะกิน

ปิ่นเอาของผมก็ได้นะ เอ้า

ขอบคุณจ๊ะ ชิน

จะแย่งกันไปทำไมวะ มีอยู่นี่อีกตั้งถุงเต็มๆ

ไอ้ก้อน งุบงิบนี่หว่า เอามาเลย

เอ้า เป๊ก มัวแต่เกรงใจเดี๋ยวก็ไม่ทันม่อนมันหรอก

เรากินไปแล้วล่ะก้อน ให้ปราบเถอะ

เออ ขุนให้อ้วนๆ จะได้มีแรงไปรบกับลูกศิษย์

ไม่ต้องขุนก็ถึกจะแย่แล้วม่อน ปราบน่ะ

สอง...ไม่ขำ...




...ปราบเอง ก็ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว...

มันก็คงยากสำหรับปราบเหมือนกันใช่ไหม...การพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง...
แต่ฉันก็รู้สึกว่า...มันคุ้มนะ...เพราะไม่อย่างนั้น...เราคงไม่ได้มาหัวเราะด้วยกันแบบนี้...

...ความเปลี่ยนแปลง...ที่ทำให้เราทุกคนได้มาเจอกัน...



....นี่...ต่อให้พวกเราไม่พูดออกไป...ปราบก็คงรู้สึกใช่ไหม....

ตอนนี้ปราบไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้แล้วนะ...


******************

Fin.

 


-Free Talk-

ไม่ได้เขียนอะไรยาวๆมาพักใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่สนุกกับการเขียนเรื่องหนึ่งทีเดียว

สำหรับคนที่สงสัยว่าตอนที่แล้ว ทำไมปราบถึงบอกว่าขอบคุณ
จริงๆเราจงใจจะไม่อธิบายในเรื่อง เพราะอยากให้มันเป็นสิ่งที่ปราบกับสองเข้าใจกันสองคน

ปราบเป็นพวกรับสัมผัสจากคนอื่นด้วยสัญชาตญาณแบบหมาแมวค่ะ(55)
สมัยเรียน ความปรารถนาดีของสองปราบคงรับรู้ได้บ้าง เพราะสองไม่เคยมอง หรือปฏิบัติกับปราบ
ในแบบที่เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นทำ

แล้วพอตอนที่ได้มาเจอกันอีก ทีแรก คงอึ้งและงงไปเหมือนกันว่าสองร้องไห้ทำไม 
แต่พอมาคิดดูอีกทีก็คงเริ่มคิดได้ว่าสองไม่เคยเห็นตัวเองยิ้มแบบนี้

คนปรกติ เวลาเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็คงดีใจ...และคนที่ดีใจจนร้องไห้
เพราะเห็นตัวเองในแง่ที่ดีขึ้น...ก็ควรจะได้รับการขอบคุณ ปราบคงคิดแบบนี้น่ะค่ะ

ส่วนปราบนั้นเริ่มเปลี่ยนไปตอนไปญี่ปุ่นค่ะ ทีแรกก็มีปัญหานิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ปรับตัว
จนสนิทกับเพื่อนทั้งห้อง เรื่องสมัยไปแลกเปลี่ยนจึงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตปราบ
แล้วพอกลับมา ก็ได้พบกับ "ก้อน" และ "ม่อน" (รุ่นน้องกลุ่มสภานักเรียนที่สองเอ่ยถึง)
ซึ่งเป็นพวกใจกว้าง  พูดได้ว่าการได้พบกับคนดีๆ ทำให้ปราบอยากจะเปลียนตัวเองค่ะ

ไม่รู้ว่าอ่านฟิคนี้แล้วจะทำให้รู้สึกอย่างไรกันบ้าง แต่เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะเป็น
กำลังใจให้คนอ่านได้ ขอส่งความปรารถนาดีไปให้ทุกท่าน และขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ ^^ 

[CS Side Story] 06 - Amendment (3/4)

posted on 26 Aug 2008 14:56 by asahina  in CubicSchool

อัพฟิควันละนิดจิตแจ่มใส...
แต่การบ้าน(ในชีวิตจริง)ก็ทำให้จิตแจ่มใสนั้นป่นปี้ได้ในพริบตา...โฮ...

*****

Amendment (3/4)

((ตอนแรก))
((ตอนที่สอง))
--คุณกำลังอ่านตอนที่3--
((ตอนที่สี่))

*****


...ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้...เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือเปล่า...?
...ถ้าหากกล้าที่จะทำอะไรตามที่ใจคิดมากกว่านี้...จะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองได้มากขึ้นกว่านี้ไหม...

...ไม่อยากรอคอย”จังหวะ” ที่รังแต่จะทำให้”โอกาส”หลุดลอยไปอีกแล้ว...

...อยากยืนหยัดด้วยขาของตัวเอง...
...อยากเข้มแข็งให้มากกว่านี้...

...ต้องทำอะไรสักอย่าง...
...อะไรสักอย่าง...ที่ไม่ใช่เพื่อใครอื่น แต่เพื่อตัวของตัวเอง...

...ถึงตอนนั้น...บางที...อาจจะทำให้ได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองอีกครั้งก็ได้...






นี่ๆ สอง สองเรียนจบที่ไหนมานะ

เสียงของ
แก้มเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานเอ่ยถามขึ้น จุมพิตราซึ่งนั่งอ่านคู่มือ
การลงทะเบียนอยู่ที่ม้าหินเงยหน้าขึ้น เนื่องจากตัดสินใจซิ่วจากมหาวิทยาลัยเดิม ตอนนี้เธอจึงกลับ
มาเป็นเด็กปีหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ถามทำไมเหรอ? เธอถามหลังจากบอกชื่อโรงเรียนของตนให้เพื่อนฟัง

ตะกี้ฉันเพิ่งเจอเด็กโรงเรียนเดียวกับสองแหละ

อ๊ะ เหรอ สงสัยจะเป็นรุ่นน้องแน่เลย

หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตัวเองซิ่วลงมาเป็นเฟรชชี่ใหม่


ไม่รู้สองรู้จักหรือเปล่า เป็นฝาแฝดกันด้วยนะ ผู้หญิงกับผู้ชาย หน้าตาคล้ายกันมากเลยล่ะ




...ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้...เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือเปล่า...?




แก้ม!! เค้าบอกว่าชื่ออะไรจำได้ไหม??

เห็นว่าชื่อปิ่นกับปราบ มีอะไรเหรอสอง?
ท่าทางร้อนรนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของเพื่อนสาวตรงหน้า ทำให้เธอประหลาดใจ


แก้มเพิ่งเจอมาใช่ไหม แล้วเค้าไปไหนแล้ว??

เจอกันหน้าห้องสมุดน่ะ แก้มออกมาตอนเค้าเดินสวนเข้าไปพอดี...

เดี๋ยวเรามานะ!”




...เพราะเวลา...ไม่อาจหมุนเวียนกลับไปได้อีกแล้ว...




สาวน้อยในชุดนักศึกษาปีหนึ่งผลุนผลันวิ่งออกไป ไม่รอคำตอบของเพื่อนเสียด้วยซ้ำ...
ขาที่ไม่ได้เป็นของนักกีฬา พาร่างนั้นตรงไปที่ห้องสมุดโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว...




****

ปุณยภัทรชื่อเล่นชื่อปิ่นเหรอ...

หนังสือรุ่นในมือที่เปิดไปถึงหน้ารายชื่อนักเรียนที่ไม่ได้มาร่วมถ่ายรูปด้วย บันทึกเอาไว้ทั้ง
ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ รวมทั้งชื่อเล่น ที่สำหรับบางคนที่คุ้นแต่การเรียกฉายาเพื่อน
ข้อมูลนี้คงถือได้ว่าเป็นข้อมูลใหม่เลยก็ว่าได้...

และที่ใต้ชื่อของปุณยภัทร....

นายปุณยนันท์ ศศบดี (ปราบ)

 

****



...มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกใช่ไหม?...


...เพราะเวลาไม่อาจหมุนเวียนกลับไปได้...ตอนนี้จึงต้องรีบฉวยมันเอาไว้...
...ไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลังอีกแล้ว...

...ใครจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปอีกเป็นครั้งที่สองกัน??




ปุณยนันท์!!”

...ร่างของคนตรงหน้าหันกลับมา...พร้อมกับคนอีกกว่าครึ่งห้องสมุด...
หญิงสาวรีบปิดปากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ห้ามใช้เสียง...
เธอรีบยกมือไหว้ขอโทษเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ที่หันมามองด้วยสายตาดุ


...และวินาทีต่อมานั่นเอง...


จุมพิตรา?

ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความประหลาดใจ...แต่นั่นก็คือใบหน้าของปุณยนันท์
คนที่เธอรู้จักไม่ผิดแน่...หากจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปแล้วล่ะก็...


เรียนที่นี่เหมือนกันหรือ?


คำถาม...ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นมิตร...
...รอยยิ้ม...ในแบบที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากเพื่อนร่วมชั้นผู้นี้...


จุมพิตรา? อ้าว? ร้องไห้ทำไม??



...เขา...ไม่ใช่ปุณยนันท์คนที่เธอเคยรู้จัก...
ใช่...ใบหน้านี้ยังคงเป็นใบหน้าของเขา...และเสียงที่ได้ยินก็ไม่ได้ฟังดูแหลมสูงขึ้นหรือทุ้มต่ำลง...

เป็นอะไรบางอย่าง...ที่แฝงอยู่ในสีหน้า แววตาและน้ำเสียงนั้นที่เปลี่ยนไป...


กาลเวลาเปลี่ยน...คนก็เปลี่ยน...เธอเคยได้ยินคำพูดนี้....
และมันก็ไม่ใช่ในความหมายที่ดีสักเท่าไหร่...


แต่เมื่อระลึกได้ถึงคำพูดนั้นในเวลาเช่นนี้...เธอกลับตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก...


....ดีแล้ว....ดีเหลือเกิน....

น้ำตา...หยดลงมาเอง...แม้จะพยายามกลั้นเอาไว้แค่ไหน...
...อะไรบางอย่างที่ต่างจากที่เคยรู้สึก...หัวใจไม่ได้หนักอึ้ง...หากกลับอบอุ่นจนต้องร้องไห้



......ขอโทษนะ.......ขอโทษ......

...ขอโทษ...ที่เคยอ่อนแอเหลือเกิน...
...ขอโทษ...ที่มัวแต่เงี่ยหูฟังเสียงของคนอื่น จนไม่ได้ยินว่าหัวใจของตัวเองกำลังบอกว่าอะไร...

...คราวนี้...ฉันคว้าโอกาสไม่ให้โบยบินจากไปได้แล้วใช่ไหม...




...บ้าัจัง...ทั้งที่ตั้งใจจะเข้มแข็งขึ้นแท้ๆ แบบนี้ไม่โดนหาว่าสติไม่ดีเหรอเนี่ย...

หญิงสาวพยายามเก็บกลั้นอาการสะอื้นพลางนึกเอ็ดตัวเองเสียงเขีียวอยู่ในใจ
หากแต่สิ่งที่จุมพิตราวิตกก็ไม่ได้เกิดขึ้น...


“...ขอบใจนะ...”


เสียงกระซิบคำขอบคุณเบาๆดังขึ้นพอให้ได้ยินกันสองคน...และเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีนิลคู่นั้นก็ไม่ได้กำลังจ้องเธอเหมือนกำลังมองคนสติฟั่นเฟือน...รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นมาบนใบหน้านั้นอีกครั้ง...รอยยิ้ม...ที่มีให้เธอ...ไม่ใช่เพื่อใครอื่น...และแฝงด้วยความขอบคุณที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน


และเป็นตอนนั้นเองที่จุมพิตรารู้สึกว่า...แม้แต่ตัวเธอเอง...ก็ได้เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน...

เสียงของหัวใจ...ตอนนี้เธอได้ยินมันชัดขึ้นอีกนิดแล้ว...


มันกำลังยิ้มให้เธอ...เช่นเดียวกับรอยยิ้มของเขา...
อะไรบางอย่างที่ไม่อาจลบเลือน...กำลังได้รับการแก้ไข...


บางที...เธออาจจะเข้มแข็งขึ้นอีกนิดแล้วก็ได้นะ....


*******


-Free Talk-

ในที่สุดสองก็ได้เจอปราบอีกครั้งในตอนนี้
ใครจะว่าสองขี้แย เราก็ว่าจริงค่ะ (55) แต่เราว่ามันก็พอจะเป็นเหตุเป็นผลพอนะ...

สอง ไม่ได้เป็นคนทำให้ปราบเปลี่ยนไป
มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับปราบ โดยที่สองไม่รู้ โดยเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งปีที่ญี่ปุ่น

มันก็จริงที่ปัจจัยภายนอก มีส่วนให้อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว
มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงของปราบ หรือแม้แต่ของสอง ก็เลยเกิดจากภายในตัวเองมากกว่า

ตอนหน้าจะเป็นบทสรุปของเรื่องราวในอดีตของปราบจากมุมมองของสองแล้ว
เท่าที่อ่านคอมเม้นท์หลายท่านมา
รู้สึกดีใจจังค่ะ เราเองก็ชอบการที่ได้เขียนสองในรูปแบบของสาวน้อยที่พบเห็นได้ทั่วไป
ที่มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีเหมือนกัน แถมการได้สวมบท เขียนจากมุมมองของหญิงสาวแบบนี้
จะว่าไปก็คงเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ปรกติเขียนแต่ในฐานะบุคคลที่สาม ไม่ก็จากมุมมองของ
ชายหนุ่ม(และแน่นอน มันวาย) ทำให้รู้สึกว่า อารมณ์ของหญิงสาวเนี่ย มันอ่อนหวานแบบนี้นี่เอง
 
ส่วนปราบ ต่อให้คล้ายวินด์ เราก็ไม่กลัวว่าคาแรคเตอร์จะซ้ำหรอกค่ะ
เพราะยังไงก็ไม่เหมือน  แถมจากประสบการณ์ส่วนตัว...เราก็พบว่ามีคนที่คล้ายกับวินด์และปราบ
อยู่มากกว่าที่คิดเสียอีก ดังนั้นมันก็คงไม่แปลกที่วินด์กับปราบ
จะมาอยู่ในโรงเรียนเดียวกันล่ะมั้ง

ขอบคุณที่อ่านนะคะ ^^



ป.ล. ชื่อ "สอง" ไม่ได้มาจากนักกีฬาคนเก่งของชาวไทยหรอกนะคะ
มาจากน้องสาวของนางเอกในเรื่อง "ทรายสีเพลิง" ล่ะค่ะ...(ใครร้องอ๋อ นั่นแน่ รุ่นเดียวกันนี่เอง 55)

[CS Side Story] 06 - Amendment (2/4)

posted on 25 Aug 2008 12:25 by asahina  in CubicSchool

แปะฟิคคลายเครียด

**********

Amendment 2/4

((ตอนที่หนึ่ง))
--คุณกำลังอ่านตอนที่สอง--
((ตอนที่สาม))
((ตอนที่สี่))

**********

...บางที...การรอคอยจังหวะ...ก็เหมือนกับจะยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด...

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะต้องทำอะไรซักอย่าง...แต่สุดท้ายมันก็จบลงโดยที่ไม่กล้าลงมือ...


...
ฉันแค่กำลังรอคอยจังหวะที่เหมาะสมอยู่ต่างหาก’ สาวน้อยพยายามปลอบใจตัวเอง...


สักวันฉันจะรวบรวมความกล้า...แล้วเป็นฝ่ายเข้าไปทักเขาโดยที่ไม่ต้องใช้ข้ออ้างให้ได้...

ฉันแค่...ยังไม่พร้อม....




อ้าว? สองไม่รู้เหรอ ปุณยภัทรกับปุณยนันท์จะไปญี่ปุ่นน่ะ

จุมพิตราเลิกคิ้ว ตาโตด้วยความแปลกใจกับข่าวที่ได้รับการบอกเล่า

เพราะเห็นว่าเด็กชายริมหน้าต่าง ไม่มาโรงเีรียนติดๆกัน ก็เลยชักเป็นห่วง
แต่พอเปรยเรื่องนี้ให้เพื่อนในกลุ่มฟัง กลับได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด...


ไปญี่ปุ่น?? ตอนนี้น่ะนะ?

อันที่จริงก็ยังไม่ไปหรอก แต่เห็นว่าขอลาพักการเรียนไปเรียนภาษาเตรียมไว้ก่อน

เตรียมไว้?

เห็นว่าจะไปแลกเปลี่ยนปีนึง

แต่..ลาพักไปแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ?

เห็นอาจารย์ว่ากลับมาก็ต้องมาเรียนซ้ำชั้นอยู่ดี คงไม่เป็นไรมั้ง



เรียนซ้ำชั้น....?

เด็กสาวทวนคำพูดนั้นในใจ

...นั่นก็หมายความว่า...ต้องไปเรียนกับรุ่นน้อง...



ปุณยภัทรน่ะคงไม่เป็นไรหรอก แต่ปุณยนันท์เนี่ย...จะไหวเร้อ...

ทำไมล่ะ?

ก็ไ่ม่เข้าสังคมแบบนั้น ไม่ลำบากตายเลยเหรอ


...แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไป...
...การอยู่ที่นี่...มันชวนให้อยากหนีไปไกลๆแบบนั้นเลยเหรอ...


เด็กสาวยื่นมือไปจับที่คั่นหนังสือที่วางอยู่ใต้โต๊ะเรียนโดยไม่รู้ตัว...



“โอกาส” โบยบินจากเธอไปแล้ว...

...จุมพิตตรารู้สึกเดี๋ยวนั้นเอง ว่าคำว่า “หาจังหวะไม่ได้” มันช่างเป็นข้อแก้ตัวที่งี่เง่าที่สุด...



หัวใจ...รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอีกแล้ว...



*******


แต่ช่วงเวลาหนึ่งปี ก็ผ่านไปตามจังหวะของมัน ไม่ว่าใครจะอยากให้มันผ่านไป
เร็วขึ้นหรือช้าลงแค่ไหน...


ปุณยภัทรและปุณยนันท์ ศศบดี กลับมาจากญี่ปุ่น...และต้องย้ายลงไปเรียนกับ
รุ่นน้อง เสียเวลาเรียนใหม่อีกหนึ่งปี...


หลังจากสองพี่น้องกลับมา ด้วยการเรียนระดับม.ปลายที่หนักหนาขึ้น
ทำให้จุมพิตราแทบไม่มีโอกาสเจอเด็กชายเพื่อนร่วมชั้นเลย
เธอรู้แต่เพียงว่าปุณยนันท์เข้าไปช่วยงานกับกลุ่มรุ่นน้องที่เป็นสภานักเรียน
และเห็นเขาจากระยะไกลๆบ้างแต่เธอก็ไม่เคยมีโอกาสได้เจอเขาอีก...


“จังหวะ”...ที่ก้าวเดินล้ำเหลื่อมจนไม่อาจพาให้มาพบกัน...


เพราะมัวแต่กังวลกับเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เวลาหลังเลิกเรียนจึงหมดไปกับการเรียนพิเศษ


ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่รายชื่อหนังสือในบัตรห้องสมุด หยุดเพิ่มจำนวนลงก็ไม่รู้...


แล้วพอรู้สึกตัวอีกที
วันปัจฉิมนิเทศ...ก็มาถึง...



เพราะเห็นว่ายังไงเสีย สองพี่น้องก็เคยเรียนร่วมรุ่น อาจารย์จึงอนุญาตให้
ปุณยนันท์กับปุณยภัทรมาร่วมงานด้วย...
และสองฝาแฝดก็มาจริงๆ แม้จะผิดคาดของใครหลายๆคนก็ตาม


ปุณยภัทรก็ยังคงเป็นมิตร ยิ้มและหัวเราะกับเพื่อนๆที่เคยอยู่ร่วมห้องอย่างสนิทสนม...
หากว่าที่นั่งห่างออกไป...คือปุณยนันท์ที่นั่งอยู่ในเงาต้นไม้เพียงคนเดียว...

เขาไม่ได้ทำหน้าบึ้งเช่นที่เคยเห็น...หากใบหน้านั้นกำลังปรากฏรอยยิ้มบางๆเมื่อมองมาที่
ผู้เป็นพี่สาว...

เมื่อเธอยิ้ม...เขาก็ยิ้ม...
รอยยิ้มที่มีเพื่อบุคคลคนเดียวในที่นั้น...

รอยยิ้มของปุณยนันท์อ่อนโยน...อย่างที่เธอไม่เคยเห็น...


หลังจากคิดอยู่สักพักจุมพิตราจึงเข้าใจถึงเหตุผลที่เธอพบเด็กชายในค่ายปัจฉิม...


...เพราะนั่น...เป็นสิ่งที่ทำให้ปุณยภัทรมีความสุข....


เมื่อเธอยิ้ม...เขาก็ยิ้ม...
...แต่จุมพิตรากลับรู้สึกว่าเด็กชายไม่ได้กำลังยิ้มเพื่อตัวเองเลยสักนิด...


...อีกครั้ง...ที่เธอไม่สามารถหาคำพูด ออกมาพูดกับเขาได้...
ค่ายปัจฉิมจบลงพร้อมกับความอิ่มเอมในหัวใจใครหลายๆคน...หากว่ามันก็ไม่ช่วยทำให้
เธอหยุดคิดได้เลย...

จะเป็นยังไงถ้าหากในตอนนั้นเธอเอ่ยปากชวนให้ปุณยนันท์มาทำงานร่วมกลุ่มด้วยกัน...
ถ้าหากทำอย่างนั้น...ในวันปัจฉิม เธอจะพบรอยยิ้มของเขาไหม...

...ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้...เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือเปล่า...?

...เธอได้แต่คิดอยู่อย่างนั้น...แม้หลังจากก้าวข้ามไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย...


*****


ฟิคนี้เป็นฟิคที่เขียนขึ้นจากมุมมองของสอง ในบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่สองคิดเอาเอง

เรื่องหนึ่งก็คือ ปราบไม่ได้ไปญี่ปุ่นเพื่อ"หนี"
ปราบสนใจอยากจะไปจริงๆ เพราะคิดว่ามันคงเป็นประสบการณ์ที่ดี

ปราบไม่ได้ปิดตัวเอง...จะเห็นได้จากกรณีของเป๊ก
แต่เป็นความรู้สึกที่ว่ารอบข้า่งไม่มีคนที่อยากจะเปิดใจด้วยมากกว่า
บางที...มันก็รู้สึกได้เอง ว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์

แต่เราก็ไม่คิดว่าปราบทำถูกหรอกนะ ใึครจะรู้? ถ้าหากให้โอกาสกับตัวเอง
บางทีผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้?

ป.ล. คอมเม้นท์ตอนที่แล้ว เราตอบไว้ในเอ็นทรี่นั้นเลยนะคะ